ช่วงนี้ถ้าใครเปิดกราฟทองคำแล้วรู้สึกว่า “มันไม่ไปไหนสักที” อาการแบบนี้ในกลุ่มนักเรียนโค้ช เราเรียกกันง่ายๆ ว่า “ทองมันกำลังนวด”
ซึ่งคำว่า "นวด" ในที่นี้คือสภาวะที่ราคา Sideway อยู่ในกรอบนานๆ ไม่ได้ขึ้นแรง ไม่ได้ลงแรง แต่ก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีโอกาสทำกำไร ถ้ากรอบมันกว้างพอ มันคือสนามของ Demand / Supply Zone ชัดๆ
ลงมาโซนล่างก็หาจังหวะฝั่ง Buy ขึ้นไปโซนบนก็กลับมาเล่นฝั่ง Sell เกมมันดูเหมือนง่าย เหมือนตีปิงปองไปมาในกรอบ แต่ความยากจริงๆ มันไม่ได้อยู่ที่ทฤษฎี มันอยู่ที่วินัยของเรา โดยเฉพาะตอนที่ราคาอยู่ “กลางกรอบ” ซึ่งเป็นจุดที่คนส่วนใหญ่มักพลาด เพราะมันเป็นจุดที่ไม่รู้จะขึ้นหรือจะลง แต่ดันคันไม้คันมือแล้วเผลอเข้า สุดท้ายกลายเป็นว่าราคาไม่ได้นวด แต่พอร์ตเรานี่แหละที่โดนนวดแทน
อีกหนึ่งกับดักที่เจอบ่อยมากในช่วงตลาดแบบนี้คือการโดนหลอกตอน “แหกกรอบ”
หลายครั้งราคาดูเหมือนจะไปแล้ว ทะลุกรอบขึ้นไปแรงๆ คนส่วนใหญ่จะคิดว่าเทรนด์มาแล้ว แล้วก็รีบตามเข้าไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงบ่อยๆ คือมันไม่ได้ไปจริง มันเป็นแค่ไส้ปลิ้นหรือ Liquidity Sweep ที่ขึ้นไปเก็บ Stop แล้วก็ยุบกลับลงมา หรือบางครั้งก็ลงไปเก็บ Stop ข้างล่างแล้วดีดกลับขึ้นมา ตลาดกำลังทำหน้าที่กวาดของก่อนจะไปจริง ใครที่เข้าไม่ถูกจังหวะก็จะเจ็บแบบงงๆ ทั้งที่มองภาพรวมไม่ได้ผิดอะไรเลย (อันนี้โค้ชมีพูดไว้ใน Live 7 ท่าเข้า ไม่ทำเงิน ไปดูกันได้)
จากภาพนี้ ถ้ามองใน Timeframe 15 นาที ตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา ทองกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบประมาณ 70 ดอลลาร์ ซึ่งสำหรับบางคนอาจมองว่าแคบ แต่สำหรับสายเก็งกำไรแล้วมันคือพื้นที่ทำเงินได้ เพียงแต่เกมแบบนี้ต้อง “เฝ้า” ไม่ใช่เกมของคนที่ดูกราฟวันละสองครั้งแล้วจะเข้าออกได้แม่น ตามแนวทางของสำนักพอดีตัว คุณต้องมีจังหวะกลับมาดูกราฟสม่ำเสมอ หรือไม่ก็ใช้ Alert เข้ามาช่วย เพื่อให้สามารถเข้า Action ได้ทันเวลา ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นดูกราฟตอนมันไปแล้ว แล้วก็ไล่ตาม ซึ่งมักจะจบไม่สวย
คำถามสำคัญคือ แล้วเกม Demand / Supply แบบนี้มันจะจบเมื่อไหร่ คำตอบก็คือมันจะจบตอนที่ราคา “แหกกรอบจริง” แล้วมี Throwback หรือ Pullback กลับมาให้เห็น และจากนั้นสามารถไปต่อได้ นั่นคือจังหวะที่เราต้องปรับ Mindset จากการเล่นในกรอบ มาเป็นการเล่นตามเทรนด์ เพราะสภาวะของตลาดเปลี่ยนไปแล้ว การใช้กลยุทธ์เดิมในสภาวะใหม่คือสิ่งที่ทำให้คนขาดทุนโดยไม่รู้ตัว
สิ่งที่อยากฝากไว้คือ ตลาดช่วงนวดไม่ได้ยาก แต่มันน่าเบื่อ และความน่าเบื่อนี่แหละที่ทำให้คนส่วนใหญ่เสียวินัย สุดท้ายแล้วคนที่อยู่รอดในตลาดไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด แต่เป็นคนที่รู้ว่าควรเล่นเมื่อไหร่ และควร “ไม่เล่น” เมื่อไหร่ เพราะในบางจังหวะ การไม่ทำอะไรเลย อาจเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดแล้วก็ได้